หนังตะลุงระยอง คณะ ส.ศิษย์กระบกขึ้นผึ้ง ติดต่องานได้ที่ 📞: 081-340-9291
เมื่อพูดถึง “หนังตะลุง” หลายคนจะนึกถึงศิลปะพื้นบ้านที่มีรากฐานจากภาคใต้ของประเทศไทย เป็นการละเล่นที่ใช้ตัวหนังตัดฉลุแสงเงาฉายบนจอผ้า ขับร้องเป็นกลอนควบคู่กับเสียงดนตรีประกอบ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ศิลปะการแสดงนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคใต้ หากยังแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของไทย รวมถึงจังหวัดระยอง เมืองชายฝั่งตะวันออกที่ขึ้นชื่อเรื่องประเพณีและวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ต้นกำเนิดหนังตะลุงระยองย้อนไปเมื่อราว พ.ศ. 2478 โดยมี “ย่าแดง” สตรีจากภาคใต้เป็นผู้เดินทางเข้ามาเผยแพร่การแสดงหนังตะลุงในแถบอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง การแสดงของย่าแดงสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวบ้าน และได้รับความสนับสนุนจาก “หลวงพ่อทาบ นครปุญโญ” แห่งวัดใหม่กระบกขึ้นผึ้ง ท่านเล็งเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม จึงอุปการะย่าแดงและให้ถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์ในพื้นที่
ลูกศิษย์คนสำคัญ ได้แก่ นายโพธิ์ ศิริโชติ นายเนิ่น ประกอบสุข และนายพรม ชนะสุนทร สามารถสืบทอดวิชาได้อย่างสมบูรณ์ จนเกิดคณะหนังตะลุงคณะแรกของจังหวัดระยองในชื่อว่า “ส.ศิษย์กระบกขึ้นผึ้ง” นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้หนังตะลุงกลายเป็นศิลปะท้องถิ่นของระยองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แม้จะได้รับอิทธิพลจากภาคใต้ แต่เมื่อเข้าสู่บริบทของชุมชนระยอง หนังตะลุงได้ถูกปรับเปลี่ยนจนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง มีความใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนท้องถิ่น และสะท้อนอารมณ์ขันแบบชาวระยอง อัตลักษณ์สำคัญมีอยู่ 6 ประการ ได้แก่
ลวดลายบนตัวหนัง – มีการปรับให้เข้ากับรสนิยมของชาวตะวันออก บางครั้งมีการสร้างตัวละครร่วมสมัย เช่น รถมอเตอร์ไซค์หรือเครื่องบิน สอดแทรกในเรื่องราวเพื่อสร้างสีสัน
ทำนองการขับร้อง – ใช้สำเนียงระยองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ฟังแล้วต่างจากสำเนียงใต้
หน้าทับดนตรี – มีจังหวะเฉพาะที่ผสมผสานกับวิถีเพลงพื้นบ้านในพื้นที่
พิธีกรรม – ยังคงรักษาการไหว้ครูและความเชื่อดั้งเดิม แต่ปรับให้เข้ากับสังคมชาวบ้านค่าย
วรรณกรรมและเนื้อเรื่อง – ไม่ได้เล่นเฉพาะรามเกียรติ์ แต่เพิ่มเรื่องพื้นบ้านและบทละครที่สะท้อนชีวิตจริงของผู้คน
ภาษา – ใช้ภาษาระยองในการขับกลอน ทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดและมีส่วนร่วมมากขึ้น
ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ หนังตะลุงระยองจึงแตกต่างจากต้นแบบภาคใต้ และกลายเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของท้องถิ่น
หากเปรียบหนังตะลุงเป็นละครเงา ดนตรีก็เป็นเส้นเลือดที่ทำให้เงาเหล่านั้นมีชีวิตชีวา งานวิจัยพบว่า ดนตรีหนังตะลุงระยองมีลักษณะโดดเด่นคือ ใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะทั้งหมด ไม่เน้นทำนองซับซ้อน เครื่องดนตรีหลัก ได้แก่
โทน – ให้เสียงต่ำ หนักแน่น
กลองตุ๊ก – เพิ่มมิติของจังหวะ
โน้งเข่ง – เครื่องตีท้องถิ่นที่สร้างเสียงแปลกหู
ฉิ่ง ฉาบเล็ก และกรับ – เพิ่มความคึกคักและประกอบจังหวะให้สมบูรณ์
เครื่องดนตรีเหล่านี้สร้างขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เรียบง่ายแต่สามารถรองรับการร้องของนายหนังได้อย่างมีชีวิตชีวา
ดนตรีหนังตะลุงระยองไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบรรเลง แต่ยัง เป็นสะพานเชื่อมอารมณ์ผู้ชมกับเรื่องราว เมื่อเสียงกลองและฉิ่งดังขึ้นพร้อมการเชิดตัวหนัง เงาที่ฉายบนจอก็มีพลังและจังหวะรุกเร้าไปพร้อมกัน
เพลงที่ใช้ประกอบการแสดงส่วนใหญ่เป็น เพลงลูกทุ่งและเพลงพื้นบ้าน ที่ผู้คนคุ้นเคย การนำเพลงที่เข้ากับรสนิยมท้องถิ่นเช่นนี้ ทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดและสนุกสนานไปกับเรื่องราว นายหนังมักจะด้นกลอนสดเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวัน เหตุการณ์บ้านเมือง หรือแม้แต่การหยอกล้อผู้ชมในงาน
ทำนองการขับร้องมีโครงเสียงหลักอยู่ที่ โด–เร–มี–ซอล ซึ่งทำให้เกิดสำนวนดนตรีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของระยอง เสียงร้องที่เรียบง่ายแต่จริงใจสะท้อนความเป็นพื้นบ้านได้อย่างแท้จริง
การแสดงหนังตะลุงคณะ ส.ศิษย์กระบกขึ้นผึ้ง ยังคงโครงสร้างดั้งเดิม แต่ปรับให้กระชับและเข้ากับยุคสมัย ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
พิธีไหว้ครู – เพื่อบูชาครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
โหมโรง – บรรเลงดนตรีเรียกบรรยากาศ
ฤาษีสวดมนต์และออกตัวละครนำ – เปิดเรื่องราวด้วยบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์
เชิดตัวละครหลัก – ดำเนินเรื่อง มีทั้งตัวพระ นาง ตลก และตัวร้าย
บทด้นสดและการขับกลอน – เชื่อมโยงเนื้อเรื่องกับสถานการณ์จริง
การปิดการแสดง – มักลงท้ายด้วยบทสอนใจหรือคำอวยพร
ทั้งหมดนี้สะท้อนทั้งความศรัทธา ความบันเทิง และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา
หนังตะลุงระยองไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความสนุก แต่ยังมีบทบาททางสังคมหลายด้าน
ด้านความบันเทิง – มอบเสียงหัวเราะและความสุขในงานเทศกาล
ด้านการศึกษา – ถ่ายทอดคติสอนใจและความรู้เรื่องวัฒนธรรม
ด้านพิธีกรรม – ใช้ในงานบุญ งานศพ หรือพิธีที่ต้องการความเป็นสิริมงคล
ด้านการอนุรักษ์ – ทำให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตน
คณะ ส.ศิษย์กระบกขึ้นผึ้งและลูกศิษย์ลูกหายังคงรักษาศิลปะนี้ไว้ ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนปัจจุบันยังคงมีการแสดงให้เห็นในงานประเพณีและกิจกรรมสำคัญของจังหวัด
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า หนังตะลุงระยองเป็นตัวอย่างชัดเจนของ การรับวัฒนธรรมจากภายนอกและปรับให้กลายเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ได้เป็นเพียงการลอกเลียนแบบ แต่เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและรสนิยมของคนระยอง
นายสมควร ปานกลาง หนึ่งในผู้สืบทอดสำคัญ ได้พยายามอนุรักษ์และปรับปรุงการแสดงให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อให้หนังตะลุงยังคงมีชีวิต ไม่กลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำ แต่เป็นศิลปะที่ยังมีลมหายใจในสังคม
หนังตะลุงระยองโดยคณะ ส.ศิษย์กระบกขึ้นผึ้ง จึงไม่ใช่แค่ศิลปะจากแดนใต้ที่เดินทางมาไกล หากเป็นมรดกที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมสองภูมิภาค จนเกิดเอกลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนจิตวิญญาณของชาวระยองได้อย่างงดงาม
ดนตรีจังหวะเรียบง่าย การขับกลอนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน และเนื้อหาที่ผูกพันกับชีวิตประจำวัน คือเหตุผลที่ทำให้หนังตะลุงยังคงอยู่ในหัวใจของผู้คน แม้โลกจะหมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่เงาของตัวหนังและเสียงกลองก็ยังเล่าขานเรื่องราวของท้องถิ่นได้อย่างไม่รู้จบ